วันเสาร์ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2554

สรุปเนื้อหาบรรยาย

ขอบเขตข้อสอบวิชาประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยหนี้
รับช่วงสิทธิ (ข้อ 2)
มาตรา 226 ว.1 “บุคคลผู้รับช่วงสิทธิของเจ้าหนี้ ชอบที่จะใช้สิทธิทั้งหลายบรรดาที่เจ้าหนี้มีอยู่โดยมูลหนี้ รวมทั้งประกันแห่งหนี้นั้นได้ในนามของตนเอง”
มาตรา 227 “เมื่อเจ้าหนี้ได้รับค่าสินไหมทดแทนความเสียหายเต็มตามราคาทรัพย์หรือสิทธิซึ่งเป็นวัตถุแห่งหนี้นั้นแล้ว ท่านว่าลูกหนี้ย่อมเข้าสู่ฐานะเป็นผู้รับช่วงสิทธิของเจ้าหนี้อันเกี่ยวกับทรัพย์หรือสิทธินั้นๆ ด้วยอำนาจกฎหมาย”
มาตรา 226 .1 ประกอบ 227 ฎีกา 380/2530
            ตัวอย่าง ดำมีหน้าที่ขับรถส่งของให้แดงนายจ้าง ขณะส่งของ ดำถอยรถชนรถของขาวที่จอดอยู่ (มาตรา 420) รถของขาวมีประกัน เมื่อเกิดภัยตามสัญญาประกันภัยผู้รับประกันเป็นลูกหนี้ ผู้เอาประกันเป็นเจ้าหนี้ ผู้รับประกันจะต้องชำระค่าสินไหมทดแทน ผู้รับประกันภัยก็นำรถของขาวเข้าซ่อม รับว่าจะซ่อมก็ถือว่าชำระค่าสินไหมทดแทนแล้ว เมื่อชำระค่าสินไหมทดแทนแล้วผู้รับประกันก็เข้าสวมสิทธิของผู้เอาประกันภัยไปเรียกจากผู้ทำละเมิด
สรุป รับช่วงสิทธิ มาตรา 226 .1 ประกอบ 227 ผู้รับประกันภัยเป็นลูกหนี้มีส่วนได้เสียตามกฎหมาย ไปเรียกจากแดงและดำตาม มาตรา 425
มาตรา 229 “การรับช่วงสิทธิย่อมมีขึ้นด้วยอำนาจกฎหมายและย่อมสำเร็จเป็นประโยชน์แก่บุคคลดังจะกล่าวต่อไปนี้ คือ
(1) .......(เจ้าหนี้สามัญใช้หนี้ให้เจ้าหนี้บุริมสิทธิ)
(2) .......(เอาเงินไปใช้ค่าจำนอง)
(3) บุคคลผู้มีความผูกพันร่วมกับผู้อื่น หรือเพื่อผู้อื่นในอันจะต้องใช้หนี้ มีส่วนได้เสียด้วยในการใช้หนี้นั้น และเข้าใช้หนี้นั้น”
มาตรา 226 ว.1 ประกอบ 229 (3)
การชำระหนี้เพื่อรักษาสิทธิ กฎหมายให้สิทธิเข้าชำระหนี้เพื่อรักษาสิทธิของตน 229(3) ใช้กับลูกหนี้ร่วม เช่น ผู้ค้ำประกัน สามีภรรยาในค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร
ตัวอย่าง หลังจากหย่ากันแล้ว สามีก็จากไปปล่อยให้ภรรยาเลี้ยงลูกอยู่คนเดียว ต่อมาภรรยาไปเจอสามีควงคนใหม่ จึงใช้สิทธิตามมาตรา 229(3) ในฐานะเป็นลูกหนี้ร่วม สามีไม่เลี้ยงดูบุตร ภรรยาจึงเข้าสวมสิทธิของบุตร รับช่วงสิทธิของบุตรเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรจากสามี
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ค่าอุปการะเลี้ยงดูเป็นหนี้ไม่มีกำหนด 203 ว.1 หนี้ถึงกำหนดตั้งแต่สามีไม่เลี้ยงดู สามีภรรยาเป็นลูกหนี้ร่วมตามมาตรา 1490, 1564, 291, 1562, 1565 (สามีหรือภรรยาสามารถรับช่วงสิทธิของบุตรไปเรียกจากอีกฝ่ายหนึ่งได้), 296, 229(3), 2697 สามีต่อสู้ว่าไม่ใช่สิทธิของภรรยาเป็นสิทธิของบุตรต้องให้บุตรฟ้อง และกฎหมายห้ามบุตรฟ้องผู้บุพการีขอให้ศาลยกฟ้อง ศาลวินิจฉัยว่า ภรรยามีสิทธิตามมาตรา 229(3) สามีกับภรรยาเป็นลูกหนี้ร่วม ระหว่างลูกหนี้ร่วมรับส่วนเท่าๆ กัน เมื่อสามีไม่ทำหน้าที่ภรรยาจึงรับช่วงสิทธิของบุตรไปเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูจากสามี (ถ้าไม่มีส่วนได้เสียจะเข้ารับช่วงสิทธิไปเรียกร้องไม่ได้ เช่น ไม่ได้จดทะเบียนสมรส แม่ทิ้งลูกพ่อเป็นคนเลี้ยงลูกพ่อจะเข้ารับช่วงสิทธิไปเรียกจากแม่ไม่ได้เพราะตัวเองไม่มีหน้าที่จึงไม่ได้มีส่วนได้เสีย แต่ไปเรียกจากภรรยาได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ฐานลาภมิควรได้)
ตัวอย่าง ก กู้เงินธนาคาร 4 ล้าน โดยมี ข ค ง ค้ำประกัน ทั้ง 4 คนนี้จะต้องรับผิดฐานลูกหนี้ร่วม เมื่อหนี้ถึงกำหนด ก ไม่ชำระ ข ไปชำระ 4 ล้าน 8 แสน 8 หมื่น ข เป็นผู้มีส่วนได้เสียตามกฎหมาย ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ธนาคารมีสิทธิอย่างไร ข ก็มีสิทธิอย่างนั้น รับสิทธิใดได้สิทธินั้น ใช้ 229(3) 1408/48 2697/48

การใช้สิทธิเรียกร้องของลูกหนี้ (ข้อ 3)
            มาตรา 233 “ถ้าลูกหนี้ขัดขืนไม่ยอมใช้สิทธิเรียกร้อง หรือเพิกเฉยเสียไม่ใช้สิทธิเรียกร้อง เป็นเหตุให้เจ้าหนี้ต้องเสียประโยชน์ไซร้ ท่านว่าเจ้าหนี้จะใช้สิทธิเรียกร้องนั้นในนามของตนเองแทนลูกหนี้เพื่อป้องกันสิทธิของตนในมูลหนี้นั้นก็ได้ เว้นแต่ในข้อที่เป็นการของลูกหนี้ส่วนตัวโดยแท้”
ตัวอย่าง สัญญาซื้อ-ขายรถยนต์ ก ขายรถโบราณให้ ข ราคา 2 แสนบาท ข จ่ายเป็นเช็ค 2 แสนบาท ข นำไปขับโชว์ ค มาเห็นเข้าชอบใจจึงขอซื้อจาก ข ในราคา 3 แสนบาท ค ตกลงซื้อและจ่ายเป็นเงินสด การซื้อขายรถทั้ง 2 ครั้งไม่ได้ทำการโอนทะเบียนชื่อในทะเบียนยังเป็นของ ก อยู่ เมื่อ ค ได้รถมาแล้วก็ควรจะได้ทะเบียนเพราะทะเบียนเป็นเรื่องของทรัพย์สินตัวรถ ค จึงรบเร้า ข ให้ไปโอนทะเบียนให้ แต่ ข ผัดวันประกันพรุ่งเพราะเช็คที่จ่ายให้ ก นั้นไม่มีเงิน จะเรียกให้ ก โอนทะเบียนให้ตนไม่ได้ ตามมาตรา 233 จะต้องโอนทะเบียน
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ซื้อขายรถ รถเป็นทรัพย์เฉพาะสิ่ง 195 ว.2 กรรมสิทธิ์โอนตั้งแต่ตกลงซื้อขาย จาก ก โอนไป ข จาก ข โอนไป ค ส่วนโอนทะเบียนนั้นเป็นเรื่องของรัฐในการควบคุมปริมาณและเก็บภาษีไม่ใช่เรื่องของการโอนกรรมสิทธิ์ เมื่อ ค ได้รับรถเป็นของ ค แล้วก็ควรจะได้ทะเบียน แต่ ข ไม่ยอมโอนให้ จึงใช้ 233 เฉพาะเรื่องการโอนทะเบียน ค เจ้าหนี้ ข และ ข เจ้าหนี้ ก ดังนั้น ก จึงเป็นลูกหนี้ของลูกหนี้ ค ใช้สิทธิของ ข เรียกให้ ก โอนทะเบียนให้ตนได้ ตามมาตรา 233
มาตรา 236 “จำเลยมีข้อต่อสู้ลูกหนี้เดิมอยู่อย่างใดๆ ท่านว่าจะยกขึ้นต่อสู้เจ้าหนี้ได้ทั้งนั้น เว้นแต่ข้อต่อสู้ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อยื่นฟ้องแล้ว”
ตัวอย่าง ก มีที่ดินแปลงงามติดถนน ข มาขอร่วมทุน (เป็นสัญญาต่างตอบแทน) ในการสร้างตึกแถวในที่ดินของ ก โดย ข ออกค่าก่อสร้าง ได้กี่ห้องก็นำมาแบ่งคนละครึ่ง ปรากฏว่าสร้างได้ 10 ห้อง จึงเป็นสิทธิของ ก 5 ห้อง ของ ข 5 ห้อง ตามสัญญา ข นำสิทธิตามสัญญาไปทำสัญญาจะขายให้ จ ฉ ช ง ด ห้องยังไม่ทันได้สร้าง สมมติว่าในสัญญาสร้างเสร็จ 15 ธ.ค. 53 203 ว.2 เป็นหนี้มีกำหนด สิ้นเดือน ธ.ค. 53 เข็มยังไม่ได้ตอก ก จึงบอกเลิกสัญญาเพราะ ข ผิดสัญญา สามารถบอกเลิกสัญญาได้โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า แต่สิทธิของ จ ฉ ช ง ด ยังค้างอยู่ ปรากฏว่าทั้ง 5 คนนี้ใช้สิทธิของ ข ที่มีสัญญาต่อ ก เรียกให้ ก โอนที่ดินให้ตนตามมาตรา 233 ถามว่าเรียกให้โอนได้ไหมเพราะเหตุใด
ต้องใช้มาตรา 236 คือ ก มีข้อต่อสู้ ข คือว่าสัญญาเลิกแล้วจึงยกขึ้นต่อสู้โจทก์ว่าสัญญาไม่มีแล้วไม่ต้องโอนที่ดินให้เพราะสิทธิของ ข ไม่มีแล้ว เพราะ ก บอกเลิกสัญญาแล้วเนื่องจาก ข ผิดสัญญา

เพิกถอนการฉ้อฉล (ข้อ 3)
            มาตรา 237 “เจ้าหนี้ชอบที่จะร้องขอให้ศาลเพิกถอนเสียได้ซึ่งนิติกรรมใดๆ อันลูกหนี้ได้กระทำลงทั้งรู้อยู่ว่าจะเป็นทางให้เจ้าหนี้เสียเปรียบแต่ความข้อนี้ท่านมิให้ใช้บังคับ ถ้าปรากฏว่าในขณะที่ทำนิติกรรมนั้น บุคคลซึ่งเป็นผู้ได้ลาภงอกแต่การนั้นมิได้รู้เท่าถึงข้อความจริง อันเป็นทางให้เจ้าหนี้ต้องเสียเปรียบนั้นด้วย แต่หากกรณีเป็นการทำให้โดยเสน่หา ท่านว่าเพียงแต่ลูกหนี้เป็นผู้รู้ฝ่ายเดียวเท่านั้นก็พอแล้วที่จะขอเพิกถอนได้
บทบัญญัติดังกล่าวมาในวรรคก่อนนี้ ท่านมิให้ใช้บังคับแก่นิติกรรมใดอันมิได้มีวัตถุเป็นสิทธิในทรัพย์สิน”
ฉ้อฉล หมายถึง ลูกหนี้ทำนิติกรรม จำหน่าย จ่าย โอน (ก่อให้เกิดภาระ) ในทรัพย์สิน เพื่อให้พ้นจากการบังคับชำระหนี้ โดยฉ้อฉล คือ ใช้อุบายหลอกลวง เอาความเท็จมากล่าวให้เขาหลงผิด ใช้วิธีการอันไม่สุจริตทำให้เจ้าหนี้ต้องเสียเปรียบ ซึ่งทรัพย์สินที่เพิกถอนแล้วโดยศาล ทรัพย์สินจะกลับคืนมาสู่กองทรัพย์สินของลูกหนี้เพื่อประโยชน์ของเจ้าหนี้อื่นด้วย
เป็นการทำให้ทรัพย์สินลดน้อยถอยลงจนไม่พอชำระหนี้ ทำให้เจ้าหนี้ต้องเสียเปรียบ ซึ่งต้องประกอบไปด้วยบุคคล 3 ฝ่าย คือ 1. เจ้าหนี้ ต้องเป็นเจ้าหนี้อยู่ในขณะที่ลูกหนี้ทำนิติกรรมฉ้อฉล 2. ลูกหนี้ 3. ผู้ได้ลาภงอก หรือผู้รับนิติกรรมจากลูกหนี้ (ถ้าหากได้มาโดยสุจริต และเสียค่าตอบแทน จะเพิกถอนนิติกรรมไม่ได้ กฎหมายคุ้มครอง)
ตัวอย่าง ยิ่งรักจดทะเบียนการให้บ้านพร้อมที่ดินให้กับหลานสาวโดยเสน่าหา ต่อมาหลานสาวต่อว่าน้าว่า กูไม่อยู่กับมึงแล้ว ไม่ยุติธรรม การกระทำของหลานสาวถือได้ว่าเป็นการดูหมิ่นผู้ให้อย่างร้ายแรง เป็นการเนรคุณ ตามมาตรา 531 น้ามีสิทธิที่จะถอนคืนการให้ได้ เมื่อหลานรู้ว่าน้าจะถอนคืนการให้จึงได้นำบ้านไปขายให้เพื่อนของที่ชาย ที่ซื้อไว้โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน ยิ่งรักจะขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมไม่ได้แต่สามารถบังคับเอากับหลานฐานลาภมิควรได้ (ขายได้เท่าไหร่ต้องเอาเงินคืน)

โอนสิทธิเรียกร้อง (ข้อ 4)
            มาตรา 306 วรรคแรก “การโอนหนี้อันจะพึงต้องชำระแก่เจ้าหนี้คนหนึ่งโดยเฉพาะเจาะจงนั้น ถ้าไม่ทำเป็นหนังสือ ท่านว่าไม่สมบูรณ์ อนึ่งการโอนหนี้นั้นท่านว่าจะยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ลูกหนี้หรือบุคคลภายนอกได้ แต่เมื่อได้บอกกล่าวการโอนไปยังลูกหนี้ หรือลูกหนี้จะได้ยินยอมด้วยในการโอนนั้น คำบอกกล่าวหรือความยินยอมเช่นว่านี้ท่านว่าต้องทำเป็นหนังสือ”
คำว่าสิทธิเรียกร้องจะต้องมีบุคคล 2 ฝ่าย คือ ผู้มีสิทธิที่เรียกว่า เจ้าหนี้ กับผู้มีหน้าที่ที่เรียกว่า ลูกหนี้ สิทธิเรียกร้องเป็นทรัพย์สิน สามารถใช้ทำอะไรก็ได้ เช่น ใช้หนี้ ให้ ขาย โอน แต่เฉพาะการโอนสิทธินั้น หมายความว่า ผู้มีสิทธิ คือ เจ้าหนี้โอนสิทธิของตนให้กับบุคคลอื่น คือ ต้องมีผู้รับโอนเข้ามาเกี่ยวข้อง จึงมีบุคคล 3 ฝ่าย คือ เจ้าหนี้ ลูกหนี้ และผู้รับโอน (โอนทรัพย์มีบุคคล 2 ฝ่าย โอนสิทธิมีบุคคล 3 ฝ่าย) ขายวัวขายควายได้อย่างไรก็ขายสิทธิได้อย่างนั้นเพราะสิทธินั้นเป็นทรัพย์สิน
ตัวอย่าง ตึกหลังนี้ค่าก่อสร้าง 5 ล้านบาท ก ประมูลได้จากมหาวิทยาลัย วงเงิน 5 ล้านบาท ค่าก่อสร้าง 5 ล้าน ก เป็นผู้มีสิทธิ มหาวิทยาลัยเป็นลูกหนี้ ก เป็นเจ้าหนี้ ก มีเงินไม่พอก่อสร้างจึงนำโครงการไปเสนอธนาคารขอกู้ ธนาคารจะให้ ก โอนสิทธิเรียกร้องที่จะได้จากมหาวิทยาลัยให้กับธนาคาร ธนาคารก็ให้กู้ มหาลัยจะจ่ายค่าก่อสร้างให้กับธนาคาร เพราะ ก ได้โอนสิทธิให้กับธนาคารแล้ว
กฎหมายได้กำหนดขั้นตอนการโอนไว้ 2 กรณี
ขั้นตอนระหว่างเจ้าหนี้ผู้มีสิทธิกับผู้รับโอนนั้นจะต้องทำเป็นหนังสือ แต่ศาลวินิจฉัยว่าแม้การทำเป็นหนังสือเพียงมีลายมือชื่อผู้โอนฝ่ายเดียวสามารถใช้ได้สมบูรณ์ เพราะถือว่าเจ้าหนี้สละสิทธินั้นแล้ว
จะผูกพัน บังคับลูกหนี้ หรือบุคคลภายนอกได้ต่อเมื่อได้บอกกล่าวไปยังลูกหนี้หรือลูกหนี้ได้ยินยอมด้วยในการโอนนั้น คำบอกกล่าวหรือคำยินยอมนั้นต้องทำเป็นหนังสือ (ระหว่างผู้โอนกับผู้รับโอนใครเป็นคนบอกกล่าวก็ได้) (เงินเดือน ค่าสินไหมทดแทน ค่าอุปการะเลี้ยงดู เรื่องเฉพาะตัว โอนไม่ได้)
ตัวอย่าง ก ซื้อบ้านพร้อมที่ดินของ ข ราคา 5 ล้านบาท (สัญญาซื้อขาย) แต่ปรากฏว่าบ้านชำรุดบกพร่องเพราะหลังคารั่ว ตามมาตรา 472 ผู้ขายต้องรับผิดชอบในความชำรุดบกพร่อง และมาตรา 488 ผู้ซื้อสามารถยึดหน่วงราคาไว้ได้ ก ยึดหน่วงราคาไว้ 3 แสน จนกว่าจะได้ซ่อมหลังคาให้เสร็จเรียบร้อย ชำระ 4.7 ล้าน ข ทำบันทึกว่าตนจะทำการแก้ไขซ่อมแซมให้เรียบร้อย ทำบันทึกไว้กับ ก แก้ไขเมื่อไหร่ก็มารับอีก 3 แสน ถ้ายังไม่แก้ไขให้เรียบร้อยก็ยังรับเงินไม่ได้ ต่อมา ก ขายบ้านพร้อมที่ดินดังกล่าวให้ ค 5.5 ล้าน แล้วมอบหนังสือของ ข ที่บันทึกว่าจะทำการซ่อมแซมหลังคาให้กับ ค ด้วย เมื่อ ค ซื้อแล้วก็เรียกให้ ข ซ่อมแซมตามบันทึก ข ไม่ยอม อ้างว่าตนทำให้กับ ก เท่านั้น ศาลฎีกา ถือว่าสิทธินี้มันโอนแล้วทั้งบ้านทั้งที่ดินทั้งทำการซ่อมแซม แล้ว ข ก็ยินยอมที่จะทำการซ่อมแซม สิทธิที่จะเรียกให้ซ่อมแซมหลังคานั้นโอนไปแล้ว เพราะฉะนั้น ข จะปฏิเสธไม่ได้ แม้ว่าไม่มีหนังสือแต่การซื้อขายถือว่าสมบูรณ์แล้วตามมาตรา 306 ระหว่างเจ้าหนี้กับผู้รับโอนแม้ว่าต้องทำเป็นหนังสือแต่มีลายมือชื่อผู้โอนฝ่ายเดียวก็ใช้ได้
ตัวอย่าง เรื่องให้โดยเสน่หา อยากจะให้ของขวัญคนรักในวันเกิด 5 แสน แต่ตนมีสิทธิเรียกร้องในธนาคาร 3 ล้าน เงินนั้นเป็นของธนาคารแต่ผู้ฝากมีสิทธิเรียกร้อง แต่วันเกิดนั้นตนต้องไปต่างประเทศ เลยทำหนังสือโอนสิทธิเงินฝาก 5 แสนในธนาคารนั้นให้กับคนรัก ลงชื่อผู้มีสิทธิ พร้อมทั้งหนังสือกับสมุดให้กับธนาคารไว้แล้วเดินทางไปต่างประเทศ พอถึงวันเกิดก็ให้คนรักไปธนาคารขอเบิก 5 แสน ธนาคารไม่ ยอมอ้างว่าธนาคารไม่เคยยินยอมและธนาคารไม่เคยได้รับคำบอกกล่าว ศาลฎีกาบอกว่า การที่เค้าได้มอบหนังสือกับสมุดเงินฝากนั้นถือว่าได้บอกกล่าวให้ธนาคารทราบแล้ว ทั้งใบโอน ทั้งสมุดเงินฝาก
ตัวอย่าง เรื่องซื้อขาย ก ไปทำสัญญาจะซื้อบ้านพร้อมที่ดินกับบริษัท ข ในสัญญา ก ต้องชำระเงินล่วงหน้าและผ่อน ชำระเงินล่วงหน้าและผ่อนครบแล้วก็เหลือแต่สิทธิที่จะได้รับการโอนบ้านพร้อมที่ดิน ก ก็ขายสิทธินั้น เอากำไร 5 แสน ผู้ซื้อคนหลังจะขอให้ผู้ขายโครงการโอนบ้านพร้อมที่ดินให้ตน ผู้ขายอ้างว่าสัญญาซื้อขายนั้นมีทั้งสิทธิและหน้าที่เพราะฉะนั้น โอนได้แต่สิทธิหน้าที่โอนไม่ได้ ไม่ยอมโอนให้ ศาลวินิจฉัยว่า เมื่อเค้าทำหน้าที่เสร็จแล้วเหลือแต่สิทธิโอนได้

สรุปเนื้อหามาตราที่สอบ

การรับช่วงสิทธิ (มาตรา 226, 227, 229)
การรับช่วงสิทธิ คือ การที่สิทธิเรียกร้องเปลี่ยนมือจากเจ้าหนี้คนเดิมไปยังเจ้าหนี้คนใหม่ โดยผลของกฎหมาย จากการชำระหนี้ของผู้มีส่วนได้เสีย (หมายความถึงส่วนได้เสียตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายที่บัญญัติให้รับช่วงสิทธิ ไม่ใช่ส่วนได้เสียทั่วไป) ไม่ว่าจะเป็นการที่ลูกหนี้ได้ชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ หรือเป็นการที่บุคคลภายนอกได้ชำระหนี้ด้วยทรัพย์ของตนแทนลูกหนี้ให้แก่เจ้าหนี ทำให้เจ้าหนี้คนใหม่เข้ามามีสิทธิเรียกร้องแทนเจ้าหนี้คนเดิม
ผลของการรับช่วงสิทธิ (มาตรา 226) ผู้รับช่วงสิทธิสามารถใช้สิทธิทั้งหลายของเจ้าหนี้ในนามของตนเอง
สิทธิในมูลหนี้ เช่น สิทธิเรียกเงินต้นและดอกเบี้ย สิทธิเรียกค่าเสียหายและเบี้ยปรับ สิทธิในการเพิกถอนการฉ้อฉล และสิทธิในการใช้สิทธิเรียกร้องของลูกหนี้
สิทธิเกี่ยวกับประกัน เช่น จำนำ จำนอง ค้ำประกัน
การรับช่วงสิทธิในกรณีต่างๆ (มาตรา 227, 229)
1. กรณีที่ลูกหนี้ใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่เข้าหนี้ (มาตรา 227)
มาตรา 227 “เมื่อเจ้าหนี้ได้รับค่าสินไหมทดแทนความเสียหายเต็มราคาทรัพย์หรือสิทธิซึ่งเป็นวัตถุแห่งหนี้นั้นแล้ว ท่านว่าลูกหนี้ย่อมเข้าสู่ฐานะเป็นผู้รับช่วงสิทธิของเจ้าหนี้อันเกี่ยวกับทรัพย์หรือสิทธินั้นๆ ด้วยอำนาจกฎหมาย”
การรับช่วงสิทธิกรณีนี้จะต้องมีหนี้ระหว่างลูกหนี้กับเจ้าหนี้ และต่อมามีความเสียหายเกิดขึ้นแก่เจ้าหนี้ โดยการกระทำของบุคคลภายนอก แต่ลูกหนี้ต้องรับผิดชอบใช้ค่าเสียหายนั้นด้วยโดยข้อกฎหมายหรือข้อสัญญา กฎหมายจึงบัญญัติให้ลูกหนี้ซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้เสียชำระค่าสินไหมทดแทนความเสียหายแก่เจ้าหนี้ และเมื่อชำระค่าสินไหมทดแทนเต็มราคาทรัพย์หรือสิทธิแล้วก็จะเข้ารับช่วงสิทธิของเจ้าหนี้ได้ ส่วนเจ้าหนี้เดิมก็จะหมดสิทธิเรียกร้องไป ทั้งนี้เพื่อป้องกันมิให้เจ้าหนี้ได้รับประโยชน์สองต่อ
ประเด็นสำคัญ กรณีตาม มาตรา 227 นั้น ต้องมีหนี้อยู่ 2 หนี้ด้วยกัน คือ หนี้ที่ 1 เป็นความผูกพันที่มีอยู่ก่อนระหว่างเจ้าหนี้และลูกหนี้ ส่วนหนี้ที่ 2 เป็นหนี้ที่เกิดขึ้นภายหลังระหว่างเจ้าหนี้กับลูกหนี้อีกคนหนึ่ง (บุคคลภายนอก) หนี้ทั้ง 2 ส่วนต้องมีความสัมพันธ์กัน โดยหนี้ที่ 1 เป็นความผูกพันที่มีอยู่ก่อน ถ้าไม่มีหนี้ที่ 1 ก็จะมีการรับช่วงสิทธิในหนี้ที่ 2 ที่เกิดขึ้นภายหลังไม่ได้


2. กรณีที่มีการชำระหนี้แทนลูกหนี้ตาม มาตรา 229(1)
มาตรา 229(1) “บุคคลซึ่งเป็นเจ้าหนี้อยู่เอง และมาใช้หนี้ให้แก่เจ้าหนี้อีกคนหนึ่ง ผู้มีสิทธิจะได้รับใช้หนี้ก่อนตนเพราะเขามีบุริมสิทธิ หรือสิทธิจำนำ จำนอง”
กรณีนี้เป็นเรื่องลูกหนี้คนหนึ่งมีเจ้าหนี้ 2 คน (ขึ้นไป) เจ้าหนี้คนหนึ่งมีสิทธิดีกว่าเจ้าหนี้อีกคนหนึ่ง เพราะเขามี บุริมสิทธิ หรือสิทธิจำนำ สิทธิจำนอง เจ้าหนี้คนที่มีสิทธิด้อยกว่า เกรงว่าตนจะไม่มีโอกาสได้รับชำระหนี้ จึงเข้าชำระหนี้แทนลูกหนี้ และรับช่วงสิทธิของเจ้าหนี้คนที่มีสิทธิดีกว่า ซึ่งมีอยู่เหนือลูกหนี้นั้น
3. กรณีรับช่วงสิทธิของลูกหนี้ร่วมตาม มาตรา 229(3)
มาตรา 229(3) “บุคคลผู้มีความผูกพันร่วมกับผู้อื่น หรือเพื่อผู้อื่นในอันจะต้องใช้หนี้ มีส่วนได้เสียด้วยในการใช้หนี้นั้น และเข้าใช้หนี้นั้น”
กรณีหนี้ หมายถึง กรณีที่บุคคลผู้มีความผูกพันร่วมกับลูกหนี้ หรือมีความผูกพันเพื่อลูกหนี้และมีส่วนได้เสียในการชำระหนี้นั้น และเมื่อตนได้เข้าชำระหนี้ให้เจ้าหนี้แทนลูกหนี้แล้วก็เข้ารับช่วงสิทธิจากเจ้าหนี้ ซึ่งกฎหมายได้แบ่งออกเป็น 2 พวก คือ
1) กรณีที่บุคคลผู้มีความผูกพันที่จะต้องชำระหนี้ร่วมกับผู้อื่นเข้าทำการชำระหนี้ต่อเจ้าหนี้ อันได้แก่ ลูกหนี้ร่วม เป็นต้น
2) กรณีที่บุคคลผู้มีความผูกพันอันจะต้องชำระหนี้เพื่อผู้อื่น เช่น ผู้ค้ำประกัน ผู้จำนอง ผู้รับประกันวินาศภัย เป็นต้น








การใช้สิทธิเรียกร้องของลูกหนี้ (มาตรา 233, 236)
            เจ้าหนี้มีสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้ของตนเองจากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ ในส่วนทรัพย์สินของลูกหนี้นั้น เจ้าหนี้ย่อมใช้สิทธิของตนเองได้อย่างเต็มที่ แต่ในส่วนเงินหรือทรัพย์สินอื่นๆ ซึ่งบุคคลภายนอกต้องชำระแก่ลูกหนี้นั้น จะเห็นได้ว่าเจ้าหนี้กับบุคคลภายนอกนั้นไม่ได้มีนิติสัมพันธ์ใดๆ ต่อกัน จึงจำเป็นต้องมีบทบัญญัติของกฎหมายให้สิทธิเจ้าหนี้ในการใช้สิทธิเรียกร้องของลูกหนี้ในนามของตนเองแทนลูกหนี้ หรือที่เรียกว่าการใช้สิทธิเรียกร้องของลูกหนี้นั่นเอง
หลักเกณฑ์ของการใช้สิทธิเรียกร้อง
มาตรา 233 “ถ้าลูกหนี้ขัดขืนไม่ยอมใช้สิทธิเรียกร้อง หรือเพิกเฉยเสียไม่ใช้สิทธิเรียกร้อง เป็นเหตุให้เจ้าหนี้ต้องเสียประโยชน์ไซร้ ท่านว่าเจ้าหนี้จะใช้สิทธิเรียกร้องนั้นในนามของตนเองแทนลูกหนี้ เพื่อป้องกันสิทธิของตนเองในมูลหนี้นั้นก็ได้ เว้นแต่ในข้อที่เป็นการของลูกหนี้ส่วนตัวโดยแท้”
จากมาตราดังกล่าวมีหลักเกณฑ์ดังนี้
1) ลูกหนี้มีสิทธิเรียกร้องที่ไม่ใช่สิทธิอันเป็นการส่วนตัวของลูกหนี้ สิทธิเฉพาะตัว เช่น การเพิกถอนการสมรส การฟ้องหย่า ค่าสินไหมทดแทน เป็นต้น
2) ลูกหนี้ขัดขืนไม่ยอมใช้สิทธิเรียกร้อง หรือเพิกเฉยไม่ใช้สิทธิเรียกร้องของตน สิทธิเรียกร้องที่ลูกหนี้ละเลย (หนี้ระหว่างลูกหนี้และบุคคลภายนอก) จะเกิดก่อนหรือหลังจากการมีสิทธิเรียกร้องของเจ้าหนี้ก็ได้ เพราะว่าทรัพย์สินของลูกหนี้ไม่ว่าจะมีก่อนหรือหลังก่อหนี้ก็ล้วนแต่ต้องอยู่ภายใต้การบังคับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ทั้งนั้น
3) ทำให้เจ้าหนี้เสียประโยชน์ หมายถึง การทำให้สถานะของลูกหนี้มีสภาพจงลงถึงขนาดไม่สามารถชำระหนี้ได้ หรือมีทรัพย์สินไม่เพียงพอ หรือถ้าเพียงแค่ลูกหนี้จนลงแต่ยังพอมีทรัพย์คงอยู่พอให้เจ้าหนี้บังคับชำระหนี้ได้ก็ไม่ทำให้เจ้าหนี้เสียประโยชน์เพราะลูกหนี้ยังมีพอชำระหนี้ได้
บุคคลภายนอกยกข้อต่อสู้ที่มีอยู่ต่อลูกหนี้ขึ้นต่อสู้ได้
            มาตรา 236 “จำเลยมีข้อต่อสู้ลูกหนี้เดิมอยู่อย่างใดๆ ท่านว่าจะยกขึ้นต่อสู้เจ้าหนี้ได้ทั้งนั้น เว้นแต่ข้อต่อสู้ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อยื่นฟ้องแล้ว”
            เหตุที่กฎหมายบัญญัติไว้เช่นนี้ เพราะเจ้าหนี้ฟ้องคดีไปในนามของตนเองแทนลูกหนี้ตามสิทธิของลูกหนี้ ดังนั้น บุคคลภายนอก หรือที่มาตรา 236 ใช้คำว่า “จำเลย” จึงสามารถยกข้อต่อสู้ใดๆ ที่ตนมีอยู่ต่อลูกหนี้ขึ้นต่อสู้แก่เจ้าหนี้ได้

การเพิกถอนการฉ้อฉล (มาตรา 237)
            มาตรา 214 ตอนต้น มีหลักว่า “...เจ้าหนี้มีสิทธิที่จะให้ชำระหนี้ของตนจากทรัพย์สินของลูกหนี้จนสิ้นเชิง...” จากหลักมาตรานี้ จะเห็นว่าทรัพย์สินทั้งหมดของลูกหนี้จะตกเป็นประกันในการชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ ดังนั้น หากลูกหนี้ยักย้ายถ่ายเททรัพย์สินของตนไปโดยทุจริตทำให้ทรัพย์สินของตนลดน้อยถอยลง เจ้าหนี้จึงอยู่ในสถานะเสียเปรียบ กฎหมายจึงให้สิทธิเจ้าหนี้ที่จะติดตามเอาทรัพย์นั้นกลับสู่กองทรัพย์สินของลูกหนี้ได้
            นิติกรรมอันเป็นการฉ้อฉล หมายถึง นิติกรรมที่ลูกหนี้ได้กระทำการทุจริตฉ้อโกงเจ้าหนี้ หรือนิติกรรมใดๆ ที่ลูกหนี้ได้ทำลงทั้งที่รู้ว่าเป็นทางให้เจ้าหนี้เสียเปรียบ ซึ่งเป็นผลให้เจ้าหนี้ขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมนั้นเสียได้
หลักเกณฑ์ของการเพิกถอนการฉ้อฉล
            มาตรา 237 “เจ้าหนี้ชอบที่จะร้องขอให้ศาลเพิกถอนเสียซึ่งนิติกรรมใดๆ อันลูกหนี้ได้กระทำลงทั้งรู้อยู่ว่าจะเป็นทางให้เจ้าหนี้เสียเปรียบ แต่ความข้อนี้ท่านมิให้บังคับ ถ้าปรากฏว่าในขณะที่ทำนิติกรรมนั้น บุคคลซึ่งเป็นผู้ได้ลาภงอกแต่การนั้นมิได้รู้เท่าถึงคามจริงอันเป็นทางให้เจ้าหนี้ต้องเสียเปรียบนั้นด้วย แต่หากกรณีเป็นการทำให้โดยเสน่หา ท่านว่าเพียงแต่ลูกหนี้เป็นผู้รู้ฝ่ายเดียวเท่านั้นก็พอแล้วที่จะขอเพิกถอนได้
บทบัญญัติดังกล่าวมาในวรรคก่อนนี้ ท่านมิให้ใช้บังคับแก่นิติกรรมใดอันมิได้มีวัตถุเป็นสิทธิในทรัพย์สิน”
หลักเกณฑ์ของการเพิกถอนการฉ้อฉล มีดังนี้
            1) ลูกหนี้ได้ทำนิติกรรมอันมีวัตถุประสงค์เป็นสิทธิในทรัพย์สิน (วรรคสอง)
            นิติกรรมที่มีวัตถุเป็นสิทธิในทรัพย์สิน คือ นิติกรรมที่มีสิทธิที่เกี่ยวกับทรัพย์สิน คือ มีราคา ถือเอาได้ ว่าจะเป็นสิทธิในทางทรัพย์หรือสิทธิในทางหนี้ก็ตาม
-       นิติกรรมที่มีการโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน เช่น ซื้อขาย ให้
-       นิติกรรมที่ก่อทรัพยสิทธิในทรัพย์ เช่น จำนอง
-       นิติกรรมที่ก่อให้เกิดสิทธิทางหนี้ เช่น การกู้ยืมเงิน การค้ำประกัน การปลดหนี้
นิติกรรมที่ไม่เกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์สิน เช่น การหมั้น การสมรส การรับบุตรบุญธรรม เป็นต้น
            นิติกรรมที่ลูกหนี้ได้ทำขึ้นจะต้องเป็นนิติกรรมที่มีวัตถุเป็นสิทธิในทรัพย์สินเท่านั้นที่เจ้าหนี้จะขอให้ศาลเพิกถอนได้ แต่ถ้านิติกรรมที่ลูกหนี้ได้ทำเป็นนิติกรรมที่ไม่เกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์สินแล้ว แม้จะมีผลกระทบต่อกองทรัพย์สินของลูกหนี้ก็ตาม เจ้าหนี้จะร้องขอให้เพิกถอนไม่ได้
            2) นิติกรรมที่ทำลงนั้นทำให้เจ้าหนี้เสียเปรียบ
            นิติกรรมที่ทำให้เจ้าหนี้เสียเปรียบ คือ นิติกรรมที่ลูกหนี้ได้กระทำลง และส่งผลให้กองทรัพย์สินของตนลดน้อยถอยลง ไม่เพียงพอที่จะชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ได้ คือ ทำให้เจ้าหนี้เสียหาย ถ้าลูกหนี้ทำนิติกรรมนั้นแล้ว แต่คงมีทรัพย์สินพอเหลือชำระหนี้ได้ก็ไม่ถือว่าเจ้าหนี้ตกเป็นผู้เสียเปรียบ
            ข้อสังเกต หลักสำคัญประการหนึ่งของการของให้ศาลเพิกถอนการฉ้อฉลก็คือ ผู้มีสิทธิให้ศาลเพิกถอนการฉ้อฉล โดยอ้างว่าตนเองเสียเปรียบนั้น จะต้องมีฐานะเป็นเจ้าหนี้ในขณะที่ลูกหนี้ทำนิติกรรมนั้น เพราะถ้าหากว่ายังมิได้เป็นลูกหนี้เจ้าหนี้กัน จะถือว่าลูกหนี้ได้ทำนิติกรรมไปทั้งที่รู้อยู่ว่าจะเป็นทางให้เจ้าหนี้เสียเปรียบไม่ได้
            3) ลูกหนี้ต้องรู้ว่านิติกรรมที่ทำลงนั้นเป็นการทำให้เจ้าหนี้เสียเปรียบ
            คือ ลูกหนี้ต้องรู้ว่านิติกรรมที่ตนทำนั้น มีผลเป็นการทำให้กองทรัพย์สินของตนลดน้อยถอยลงถึงขนาดไม่สามารถชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ได้ จึงถือว่าลูกหนี้ทุจริต แต่ถ้าลูกหนี้ไม่รู้ก็ไม่ถือว่าลูกหนี้ทำการฉ้อฉล
            4) บุคคลภายนอกที่ได้ลาภงอกจากนิติกรรมต้องรู้ถึงการฉ้อฉล
            ผู้ได้ลาภงอก คือ บุคคลภายนอกที่ได้รับทรัพย์สินหรือประโยชน์จากนิติกรรมของลูกหนี้ทราบในขณะที่ทำนิติกรรมว่า การที่ลูกหนี้ทำลงนั้นก็เพื่อจุดประสงค์ให้กองทรัพย์สินของลูกหนี้ลดน้อยถอยลง เพื่อทำให้เจ้าหนี้เสียเปรียบ แต่ถ้ามารู้ความภายหลังก็ไม่ถือว่าเข้าองค์ประกอบอันอาจจะเพิกถอนการฉ้อฉลนั้นได้
            ดังนั้น ถ้าบุคคลภายนอกผู้ได้ลาภงอกได้รับทรัพย์สินหรือประโยชน์จากนิติกรรมของลูกหนี้ โดยเสียค่าตอบแทนและสุจริต แล้วย่อมได้รับการคุ้มครอง คือ เจ้าหนี้จะขอให้ศาลเพิกถอนไม่ได้
            แต่ถ้ากรณีที่นิติกรรมนั้นเป็นการที่ลูกหนี้ให้ทรัพย์สินโดยเสน่หา แก่บุคคลภายนอก ก็ไม่จำเป็นต้องพิจารณาถึงความสุจริตของบุคคลภายนอก เพียงแต่เจ้าหนี้พิสูจน์ได้ว่าลูกหนี้รู้เพียงฝ่ายเดียว คือมีเจตนาทำให้กองทรัพย์สินของตนลดน้อยถอยลงโดยทุจริตแล้ว ก็ย่อมถือเป็นเหตุขอฟ้องเพิกถอนนิติกรรมการให้โดยเสน่หาดังกล่าวนั้นได้ ทั้งนี้เพราะผู้ได้ลาภงอกไม่เสียเปรียบอะไรจากการเพิกถอนการฉ้อฉลนั้น เนื่องจากการให้โดยเสน่หานั้นไม่มีค่าตอบแทน
อายุความที่เจ้าหนี้จะร้องขอให้ศาลเพิกถอนการฉ้อฉลได้ คือ ภายใน 1 ปี นับแต่เวลาที่เจ้าหนี้รู้ว่าลูกหนี้ทำนิติกรรมและทำให้เจ้าหนี้เสียเปรียบ แต่เวลานี้ต้องไม่เกิน 10 ปี นับแต่เวลาที่ลูกหนี้ได้ทำนิติกรรมอันเป็นการฉ้อฉลนั้น


การโอนสิทธิเรียกร้อง (มาตรา 306)
            การโอนสิทธิเรียกร้อง คือ การที่เจ้าหนี้ตกลงยินยอมโอนสิทธิที่เรียกให้ลูกหนี้ชำระหนี้ให้แก่บุคคลอีกคนหนึ่ง มีผลทำให้บุคคลผู้รับโอนเข้ามาเป็นเจ้าหนี้คนใหม่แทนเจ้าหนี้เดิมและมีสิทธิเรียกให้ลูกหนี้ชำระหนี้ได้เช่นเจ้าหนี้เดิม
เปรียบเทียบการโอนสิทธิเรียกร้องกับการรับช่วงสิทธิ
            การโอนสิทธิเรียกร้อง เกิดจากความตกลงของคู่กรณี ดังนั้นจะโอนให้แก่ผู้ใดก็ได้โดยผู้รับโอนไม่จำเป็นต้องมีส่วนได้เสียในสิทธินั้นอยู่เดิม
            การรับช่วงสิทธิ เกิดจากผลของกฎหมาย จากการที่ผู้มีส่วนได้เสียในหนี้เจ้ามาชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้แทนลูกหนี้ จึงได้รับช่วงสิทธิของเจ้าหนี้ไปเรียกร้องเอาจากลูกหนี้ได้ ทั้งนี้ไม่ว่าจะโดยความยินยอมของเจ้าหนี้หรือไม่ก็ตาม
ข้อสังเกต สิทธิเรียกร้องเป็นทรัพย์สินและเป็นบุคคลสิทธิ ไม่ใช่ทรัพย์สิทธิ ฉะนั้น โดยสิทธิติดตามซึ่งเป็นทรัพย์สิทธิ คือ โอนกรรมสิทธิ์ จึงไม่ใช่การโอนสิทธิเรียกร้องไม่ต้องทำตามแบบมาตรา 306
การโอนสิทธิเรียกร้องหนี้ หนี้อันพึงต้องชำระแก่เจ้าหนี้คนหนึ่งโดยเฉพาะเจาะจง
            วิธีการโอนหนี้อันพึงต้องชำระแก่เจ้าหนี้โดยเฉพาะเจาะจง ต้องแบ่งพิจารณาเป็น 2 ขั้นตอน คือ
            1) วิธีการโอนระหว่างผู้โอนและผู้รับโอน
            มาตรา 306 วรรคแรก ตอนต้น “การโอนหนี้อันจะพึงต้องชำระแก่เจ้าหนี้คนหนึ่งโดยเฉพาะเจาะจงนั้น ถ้าไม่ทำเป็นหนังสือท่านว่าจะไม่สมบูรณ์...”
            “หนี้อันพึงชำระแก่เจ้าหนี้คนหนึ่งโดยเฉพาะเจาะจง” คือ หนี้ที่มีตัวเจ้าหนี้แน่นอนอยู่แล้ว ลูกหนี้ทราบว่าใครเป็นเจ้าหนี้ของตน ซึ่งตนจะต้องชำระหนี้ให้แก่ผู้ใด หนี้ประเภทนี้การโอนสิทธิเรียกร้องจะต้องทำเป็นหนังสือ
            “ทำเป็นหนังสือ” คือ ผู้โอนและผู้รับโอนจะต้องทำความตกลงกันเป็นลายลักษณ์อักษร (แม้ผู้โอนลงลายมือชื่อฝ่ายเดียวก็ถือว่าเพียงพอที่จะถือว่ามีการโอนกันเป็นหนังสือแล้ว เพราะการลงชื่อโดยผู้โอนซึ่งเป็นผู้เสียผลประโยชน์ย่อมเป็นที่น่าเชื่อถือได้แล้ว)


            2) วิธีการโอนที่เกี่ยวข้องกับลูกหนี้
            มาตรา 306 วรรคแรก ตอนท้าย “...อนึ่งการโอนหนี้นั้นท่านว่าจะยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ลูกหนี้หรือบุคคลภายนอกได้แต่เมื่อได้บอกกล่าวการโอนไปยังลูกหนี้หรือลูกหนี้จะได้ยินยอมด้วยในการโอนนั้น คำบอกกล่าวหรือความยินยอมเช่นว่านี้ ท่านว่าต้องทำเป็นหนังสือ”
            การโอนสิทธิเรียกน้องที่จะยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ลูกหนี้หรือบุคคลภายนอกได้ก็ต่อเมื่อ
-       ลูกหนี้ได้ให้ความยินยอมการโอนเป็นหนังสือ
-       ลูกหนี้ได้รับคำบอกกล่าวการโอนเป็นหนังสือ
มาตรา 306 มิได้บัญญัติไว้แน่ชัดว่าใครเป็นผู้ที่สามารถบอกกล่าวแก่ลูกหนี้ ดังนั้นจึงตีความได้ว่าทั้งเจ้าหน้าเดิมซึ่งเป็นผู้โอนหรือผู้รับโอนคนใดคนหนึ่งให้คำบอกกล่าวก็ได้ แต่ถ้าเป็นบุคคลภายนอกที่ไม่มีส่วนได้เสียในหนี้ก็ไม่สามารถบอกกล่าวได้